ประวัติโรงพยาบาล

ประวัติย่อสถานพยาบาลคริสเตียนแม่น้ำแควน้อย

สถานพยาบาลคริสเตียนแม่น้ำแควน้อยก่อตั้งเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๓ (ค.ศ.1960) โดย นายแพทย์ดักลาส โอ ค็อบพร็อน และคณะมิชชั่นนารี United Christian Missionary Society (UCMS) ตั้งอยู่ที่บ้านนิเถะ ตำบลหนองลู อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี การก่อตั้งสถานพยาบาลฯ เมื่อเริ่มดำเนินกิจการใหม่ๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบสนองความต้องการทางการแพทย์ของพื้นที่ในยุคสมัยนั้น การให้การรักษาพยาบาลระยะแรกเป็นไปในรูปแบบของคลินิกที่มีบริการผ่าตัดและพักเตียง เน้นงานสาธารณสุขชุมชน ระยะแรกที่เริ่มดำเนินกิจการได้ใช้บริเวณเวณบ้านไม้ของบ้านพักหมอเป็นที่ตรวจคนไข้ มีผู้ป่วยในอำเภอสังขละบุรี หมู่บ้านใกล้เคียงและหมู่บ้านที่ห่างไกลมารับบริการเป็นจำนวนมาก ต่อมาได้สร้างตัวอาคารไม้ที่เปิดให้บริการผู้ป่วยโดยตรง และได้ทำการจดทะเบียนเป็นสถานพยาบาลเวชกรรมชั้น ๑ จำนวน ๑๐ เตียงเป็นครั้งแรก เมื่อปลายปี พ.ศ.๒๕๐๔ (ค.ศ.1961)

ระหว่างปี พ.ศ.๒๕๐๔ นพ.ค็อบพร็อน ได้จ้างชาวบ้านสองคนได้แก่ นางสุดา ยะวัน ให้ปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่เวชระเบียนและเป็นล่ามภาษากะเหรี่ยง กับนายสุริน สุวรรณพัฒนกิจ ให้ทำหน้าที่เป็นล่ามภาษามอญและช่วยเหลืองานห้องชันสูตร ทั้งสองคนนี้ นายแพทย์ค็อบพร็อน ได้สอนงานด้วยตนเอง ในภายหลัง นายสุรินได้ผ่านการฝึกอบรมพิเศษจากโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน และได้กลับมาช่วยเหลือสถานพยาบาลเป็นเวลาหลายปี ผู้ป่วยคนแรกที่ได้รับการผ่าตัดจาก นพ.ค็อบพร็อน ชื่อนายจุ๊ด เป็นชาวมอญ หลังจากที่ได้รับการผ่าตัดครั้งนั้น นายจุ๊ด จึงได้เข้ามาช่วยงานหน่วยจ่ายกลางเป็นพนักงานของสถานพยาบาลอีกหนึ่งคน นอกจาก นายแพทย์ค็อบพร็อน แล้ว ยังมีเพื่อนสนิทอีกสองคน ได้แก่ ศาสนาจารย์พอล กับวินนี่ ด็อจ ที่ร่วมบุกเบิกด้วยกัน นับว่าเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์การก่อตั้งสถานพยาบาลและศูนย์คริสเตียนสังขละบุรี

ต้นปี พ.ศ.2510 (ค.ศ.1967) นายแพทย์รอย ไมเยอร์ กับ แพทย์หญิงจิลเลี่ยน ไมเยอร์ ภรรยา ได้เข้ามารับหน้าที่แทน นายแพทย์ค็อบพร็อน เพื่อสานต่อพันธกิจด้านการรักษา

เดือนพฤษภาคม อาคารบริการผู้ป่วยได้ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ จึงได้มีการนมัสการพระเจ้า และจัดพิธีมอบถวายตัวอาคารอย่างเป็นทางการในเดือนเดียวกันนั้น นายแพทย์รอย ไมเยอร์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะไปดูงานด้านศัลยกรรมที่โรงพยาบาลแมคคอร์มิค จังหวัดเชียงใหม่ ในเดือนพฤศจิกายน ต่อมาเดือนธันวาคม ท่านมีอาการทรุดลงด้วยโรคตับอักเสบขั้นรุนแรง จนต้องรักษาตัวอยู่เป็นเวลา 5 เดือน ระยะที่นายแพทย์รอย ไมเยอร์ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ได้นั้น แอสเตอร์ กรีนนัม จึงรับผิดชอบดูแลงานด้านการรักษาแทน ส่วนเอมมิลี่ บัลลาร์ด ช่วยรับผิดชอบงานด้านอื่นๆ เช่น งานบัญชี เป็นต้น นายแพทย์รอย ไมเยอร์ เดินทางกลับจากเชียงใหม่ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2512 (ค.ศ.1969) และอยู่ที่สถานพยาบาลได้เพียงระยะสั้นๆ เนื่องจากต้องเผชิญกับความกดดันจากการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ตามที่กฎหมายกำหนด นายแพทย์รอย และแพทย์หญิงจิลเลี่ยน จึงจำเป็นต้องเดินทางกลับไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2513 (ค.ศ.1970) สถานพยาบาลต้องปิดกิจการลงอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2513 (ค.ศ.1970) การปิดกิจการของสถานพยาบาลครั้งนี้ ยังคงมีการรักษาสถานสภาพเป็นคลินิกที่ไม่มีแพทย์ให้บริการอยู่ หากแต่มีพยาบาลจากต่างประเทศ เช่น อีบร้า ซันบะ โอลีฟ และทรูแพน่า จากย่างกุ้ง ประเทศพม่า และโจซี่ จากประเทศออสเตรเลีย ให้บริการชาวบ้านตามสภาพและความจำเป็นต่อไป

เดือนเมษายน – มิถุนายน พ.ศ.2515 (ค.ศ.1972) มีแพทย์หญิงจากโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียนมาช่วยงานชั่วคราว สถานพยาบาลก็ยังคงสภาพขาดแพทย์ประจำอย่างต่อเนื่องจนต้องปิดให้บริการอีกครั้ง จนกระทั่งในเดือนมีนาคม พ.ศ.2517 (ค.ศ.1974) นายแพทย์จอห์น ฟรีแมน จึงได้มาช่วยดูแลให้พันธกิจของสถานพยาบาลดำเนินกิจการต่อไปได้อีกครั้งหนึ่ง

นายแพทย์ฟรีแมนเป็นแพทย์คนแรกที่ออกแบบและวางรากฐานงานสาธารณสุขชุมชนให้แก่สถานพยาบาล ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2518 (ค.ศ.1975) สถานพยาบาลได้เริ่มทำโครงการสุขศึกษาตามโรงเรียนในท้องถิ่น ระยะแรกของโครงการมีหลายโรงเรียนได้เข้าร่วมโครงการนี้ด้วย แต่ภายหลังเมื่อราชการไม่อนุญาตให้โรงเรียนในสังกัดของตนเข้าร่วมโครงการนี้ โรงเรียนสหคริสเตียนศึกษาจึงได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เพียงแห่งเดียว ต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ.2519 (ค.ศ.1976) โครงการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ได้เริ่มดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการ และได้รับการสนับสนุนจาก Baptist Union of Sweden (BUS) และ Church World Service นับตั้งแต่ปี ค.ศ.1975 กระทั้งถึงปี ค.ศ.1984 งานสาธารณสุขของสถานพยาบาลส่วนใหญ่เป็นไปในรูปแบบให้บริการการออกหน่วยเคลื่อนที่

เนื่องด้วยความไม่มั่นคงทางการเมืองในสมัยนั้น เป็นเหตุให้มิชชันนารีส่วนใหญ่ในประเทศไทยต้องกลับประเทศของตน หลังจากที่ นายแพทย์ฟรีแมนเดินทางกลับประเทศสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.1974 นายแพทย์บินา ซอเยอร์ และนายแพทย์คีท ดาลเบิร์ก ได้มาเยี่ยมเยียนและช่วยเหลือสถานพยาบาลอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถเปิดทำการต่อไปได้ งานที่ นายแพทย์ดาลเบิร์กเชี่ยวชาญและได้ทำส่วนใหญ่เป็นงานอายุรศาสตร์ภายใน

ในเดือนเมษายน พ.ศ.2522 (ค.ศ.1979) นายแพทย์ฟิลิป แมคดาเนียล ได้รับการแต่งตั้งให้มาเป็นผู้อำนวยการเป็นคนที่ 5 ของสถานพยาบาลคริสเตียนแม่น้ำแควน้อย

ทุกๆ 4 ปี นายแพทย์ฟิลิปจะมีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านและคริสตจักรต่างๆ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และทุกครั้งที่ท่านไม่อยู่ในพื้นที่ จะมีแพทย์มิชชันนารี มาช่วยรักษาการแทน เช่น แพทย์หญิงหลุยซ์ วิชเชอร์ มาช่วยระหว่างเดือนมิถุนายน ค.ศ.1982 – มิถุนายน ค.ศ.1983 นายแพทย์เอ็ดวิน แมคดาเนียล ผู้เป็นบิดา และนายแพทย์แฟรงก์ คารีย์ มาช่วยในระหว่างปี ค.ศ.1987 – 1988 และนายแพทย์ดาลเบิร์กกลับมาช่วยอีกครั้งระหว่างปี ค.ศ.1993-1994

ยังมีเหตุการณ์สำคัญเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดในสมัยของ นายแพทย์ฟิลิป แมคดาเนียล คือการโยกย้ายสถานพยาบาลจากบ้านนิเถะมาตั้งอยู่ที่บ้านเวียคะดี้ ในปี พ.ศ.2527 (ค.ศ.1984) ตามโครงการสร้างเขื่อนวชิราลงกรณ์

นายแพทย์ฟิลิปได้ดำเนินโครงการสาธารณสุขชุมชนที่ นายแพทย์จอห์นได้วางรากฐานไว้ และปี ค.ศ.1986 ได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขอย่างเป็นทางการให้ดำเนินโครงการสาธารณสุขในรูปแบบคลินิกสาธารณสุข กิจกรรมภายใต้โครงการประกอบด้วย การส่งเสริมสุขภาพในกลุ่มเด็กก่อนวัยเรียน เด็กวัยเรียน หญิงตั้งครรภ์ และกลุ่มเสี่ยงต่อโรคเอดส์ วัณโรคและโรคเรื้อน การวางแผนครอบครัว โครงการผู้สูงอายุ และโครงการส่งเสริมภาวะทุพโภชนาการ ในปี ค.ศ.1988 ท่านได้ขยายงานด้านสาธารณสุขโดยการทำโครงการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม เช่น จัดทำส้วมซึมในกลุ่มผู้ยากไร้ และผู้ย้ายถิ่นฐาน การเดินน้ำประปาและทำฝายทดน้ำ ทำให้ชุมชนในละแวกสถานพยาบาลได้ใช้ประโยชน์จากโครงการนี้จนถึงทุกวันนี้

นอกจากงานพัฒนาช่วยเหลือชุมชนแล้ว นายแพทย์ฟิลิปได้ส่งเสริมบุคลากรและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและองค์กรเอกชนในการศึกษาค้นคว้าวิจัยต่างๆ เช่น โครงการวิจัยมาลาเรียและโรคเขตร้อนร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร (AFRIMS) ส่งเสริมและป้องกันโรคติดต่อร่วมกับสำนักงานสาธารณสุข จังหวัดกาญจนบุรี และสำนักงานควบคุมโรคติดต่อ ตลอดวาระการเป็นผู้อำนวยการ ท่านส่งเสริมนักศึกษาแพทย์เป็นจำนวนนับร้อยได้มีโอกาสศึกษาดูงานและฝึกปฏิบัติเพื่อจะมีทักษะด้านการแพทย์ ที่สำคัญไปกว่านั้น ท่านได้สร้างบุคลากรโดยเฉพาะแพทย์และพยาบาลไว้ให้กับสถานพยาบาลคริสเตียนแม่นำแควน้อยเป็นจำนวนมาก ท่านมีความเชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์เขตร้อนโดยมีผลงานวิจัยหลายชิ้นได้เป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันมาแล้ว

ปี พ.ศ.2541 (ค.ศ.1998) สถานพยาบาลได้ปรับเพิ่มจำนวนเตียง จาก 10 เตียงเป็น 25 เตียง เนื่องจากในขณะนั้น นายแพทย์ศักดา เนเต็ก ผู้ซึ่งได้รับทุนการศึกษา ได้กลับมาช่วยงานเป็นเวลาประมาณสามปีก่อนจะไปศึกษาต่อเป็นแพทย์เฉพาะทาง ในปี ค.ศ.2000

นายแพทย์ฟิลิป แมคดาเนียล มีความจำเป็นจะต้องเกษียณงานที่นี่และเดินทางกลับไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากต้องดูแล เมลโลดี ลูกสาวคนเล็กที่จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ ด้วยวัยที่โตถึงเกณฑ์ต้องเข้าโรงเรียนพิเศษ นายแพทย์ฟิลิปและครอบครัวจึงได้ตัดสินใจเดินทางกลับในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2545 (ค.ศ.2002)

เดือนมิถุนายน พ.ศ.2545 (ค.ศ.2002) แพทย์หญิงอัญชลี ตัณฑวิวัฒน์ เข้ารับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสถานพยาบาลคนที่หก โดยมีแพทย์มิชชันนารีอีกสองท่าน ได้แก่ แพทย์หญิงแคธี เวลช์ และแพทย์หญิงทีมู มาช่วยสมทบ นอกจากงานรักษาผู้ป่วยโดยตรงแล้ว แพทย์หญิงอัญชลียังได้ดำเนินโครงการด้านสาธารณสุขชุมชน ได้ออกพื้นที่ให้ความรู้กับชุมชน ติดตาม เยี่ยมเยียนและให้กำลังใจผู้ป่วยที่อยู่เขตสุดแนวชายแดน เช่น ที่บ้านเกาะสะเดิ่ง บ้านสะเนพ่อง เป็นต้น แพทย์หญิงอัญชลีเป็นผู้ทำโครงการรักษาผู้ป่วยวัณโรค ซึ่งเป็นโรคที่เป็นกันมากในพื้นที่อำเภอสังขละบุรี โดยมี แพทย์หญิงจิลเลี่ยน ไมเยอร์ ภรรยา นพ.รอย ไมเยอร์ เป็นผู้ริเริ่มและวางระบบการรักษาและติดตามผู้ป่วยวัณโรคในรูปแบบของโครงการระยะยาว นับเป็นเวลากว่า 10 ปี ที่แพทย์หญิงจิลเลี่ยนช่วยพัฒนาและนิเทศงานวัณโรคมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งสถานพยาบาลคริสเตียนแม่น้ำแควน้อยได้รับโล่เกียรติคุณด้านองค์กรดำเนินงานด้านวัณโรคดีเด่นอันดับ 4 แห่งประเทศไทย ปี ค.ศ.2009 โดยสำนักงานบริหารโครงการกองทุนโลก เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2552 จังหวัดชลบุรี

ในเดือนตุลาคม พ.ศ.2548 (ค.ศ.2005) นายแพทย์ศักดา เนเต็ก ได้รับแต่งตั้งจากมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ นับเป็นผู้อำนวยการคนที่เจ็ดของสถานพยาบาลคริสเตียนแม่น้ำแควน้อย หลังจากที่สำเร็จการศึกษาแพทย์เฉพาะทางสาขาศัลยกรรม นายแพทย์ศักดาได้สานต่องานต่างๆ ที่นายแพทย์ฟิลิป ได้ริเริ่มและปฏิบัติ ทั้งงานด้านการรักษา งานส่งเสริมสุขภาพอนามัยชุมชน งานพัฒนาหน่วยงาน งานบุคลากร และอื่นๆ